ประวัติมูลนิธิ

 

บทนำ

 

สภาพพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดระยะเวลา 6 ทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ระบบเศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้จากภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยในระยะต่อมา ภาครัฐได้ปรับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจเน้นที่การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่พึ่งพาการผลิตโดยภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมโดยได้รับการสนับสนุนด้านระบบสาธารณูปโภคจากภาครัฐในช่วงเวลานั้น จนในช่วงระหว่างปี 2500-2510 ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดในบรรดาประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลานี้ได้ส่งผลกระทบให้เกิดการลดขนาดของพื้นที่ภาคเกษตรกรรมอย่างรวดเร็ว การบุกรุกพื้นที่ป่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเขตเมืองและเขตชนบท ปัญหาความยากจนของประชาชนในเขตชายขอบ และปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศในปี พ.ศ. 2516 และ 2519

 

หากพิจารณาเนื้อหาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทยฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2508) จะเห็นได้ว่า ประชากรส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นอาศัยอยู่ในเขตชนบท (80% ของประชากรทั้งประเทศ) อีกทั้งรัฐยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงทางการเมืองในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อันเนื่องมาจากกระแสความขัดแย้งระหว่างระบอบคอมมิวนิสต์และระบอบทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นเห็นว่าเป็นปัญหาหลักของประเทศ อันเป็นเหตุให้รัฐบาลในช่วงเวลานั้นให้ความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาประเทศ โครงการที่สำคัญๆ ที่รัฐให้การส่งเสริมจะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบสาธารณูปโภค ถนน เขื่อน ท่าเรือ โรงไฟฟ้า ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังเจริญเติบโต และเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนในภูมิภาคต่างๆ เข้าด้วยกัน อันจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงภายในประเทศอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในเขตชนบท ก็ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนและปัญหาการขาดปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ขาดการศึกษาที่เพียงพอ ซึ่งสภาวะการณ์เช่นนี้ทำให้สตรีในเขตพื้นที่ชนบทตกอยู่ในสภาพที่อ่อนไหวเป็นอย่างยิ่ง ด้วยมูลเหตุนี้ มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชนฯ จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับสตรีที่ด้อยโอกาสในพื้นที่ชนบท ที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ ขาดโอกาสในด้านต่างๆ และขาดศักยภาพในการช่วยเหลือตนเองในการดำรงชีพ

 

จึงอาจกล่าวได้ว่า ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วนั้น ประเทศก็ได้เผชิญกับปัญหาด้านการขาดความสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับสวัสดิภาพทางสังคมมาอย่างต่อเนื่อง สภาพเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าเป็น economic boom นั้นก็ยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเกิดภาวะการกระจุกตัวของรายได้ในเขตเมืองและปัญหาความยากจนในเขตชนบท รวมทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาระหว่างเขตเมืองหลวงและชนบทด้วย สภาพเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาการย้ายถิ่นฐานของประชากรจากเขตชนบทเข้ามาอาศัยและประกอบอาชีพในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษนี้ ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยในการดำเนินโครงการต่างๆ ในการแก้ปัญหาสังคมในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการชุมชน ฯลฯ ซึ่งมูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรี (ชื่อในขณะนั้น) ก็เป็นหนึ่งในองค์การที่ไม่แสวงหากำไรที่ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศดังกล่าวเพื่อดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิฯ ในการส่งเสริมสวัสดิภาพของสตรีตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลาย ๆ ด้านเพิ่มมากขึ้น เช่น นโยบายสวัสดิการสังคม นโยบายส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน นโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น หากแต่ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคมก็ยังคงเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาจนถึงปัจจุบันนี้ มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชนฯ จึงยังคงมุ่งเน้นในการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนทั้งในพื้นที่เขตเมืองและชนบท รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีผู้ด้อยโอกาสตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 


เหตุผลของการก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชนฯ

 

มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชนฯ (ชื่อเดิม “มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรี”) ได้ถูกริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2514 โดยในขณะนั้นมีสถานะเป็น “คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิภาพสตรี” ซึ่งเป็นสาขางานใหม่ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีบทบาทในการทำการศึกษาและพิจารณางานต่างๆ ที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพของสตรี เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีหญิงสาวในเขตชนบทที่ยังมิได้รับการพัฒนาที่เพียงพอในด้านการศึกษา ศีลธรรม วัฒนธรรม และการประกอบอาชีพ อันเป็นเหตุให้ไม่สามารถสร้างอนาคตที่ดีงามให้แก่ตนเองและสังคม ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือถูกล่อลวงไปประกอบอาชีพที่ไม่สมควร

 


การก่อตั้งมูลนิธิ

 

เนื่องจากการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพสตรีนั้นมีความจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และทางสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มีงบประมาณจำกัด ทางคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิภาพสตรี นำโดยหลวงดิฐการภักดี (จรูญ บุณยรัตพันธุ์) จึงได้ยื่นขอตราสารและได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการให้จัดตั้งมูลนิธิอย่างเป็นทางการ และต่อมาได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลโดยถูกต้อง ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในลำดับที่ 775 ภายใต้ชื่อ “มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรี” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2516 ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2519 ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อมูลนิธิจากเดิมชื่อ “มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรี” เป็น “มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน” (Foundation for the Promotion of Welfare for Women and Youth ชื่อย่อภาษาไทย มูลนิธิ ส.สว.ส.ย.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยยกระดับสตรีและเยาวชนที่มีการศึกษาน้อย ให้ได้รับการศึกษาเสริมและสามารถประกอบอาชีพได้ ส่งเสริมศีลธรรม วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ส่งเสริมกิจกรรมด้านศาสนาและมนุษยธรรม ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดี และส่งเสริมสุขภาพอนามัยของสตรีและเยาวชน และนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา มูลนิธิฯ ได้รับพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับมูลนิธิฯ ไว้ในพระอุปถัมภ์ ซึ่งนับเป็นเกียรติแก่มูลนิธิฯ อย่างหาที่เปรียบมิได้

 

 

ท่านผู้หญิงสายหยุด ดิฐการภักดี ในวันประกาศเกียรติคุณ
นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536